top of page

หน่วยการเรียนรู้ที่ 4: การวัด การประเมิน และการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
LEARNING UNIT 4: MEASUREMENT, EVALUATION, AND RESEARCH FOR LEARNING DEVELOPMENT


                                                                                    By  Assoc.Prof.Dr.Suphak Pibool
                                                                          Ph.D.(Educational Measurement and Evaluation)         

 

4.1 การวัด ประเมิน ผลการเรียนรู้[Measurement and Evaluation of Learning Outcomes]

4.1.1 การวัดผลการเรียนรู้[Measurement of Learning Outcomes]

สมรรถนะ

(1) วิเคราะห์ เชื่อมโยง แยก องค์ประกอบ, ตัวชี้วัด, การวัดผล, การประเมินผ และเกณฑ์ของการวัดผลส้มฤทธิ์การเรียนรู้,  

(2) พัฒนาแบบวัดผลการจัดการเรียนรู้ครอบคลุมสมรรถนะตามผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง(L0),

(3) การพัฒนาแบบวัด ตัวชี้วัดประเภทต่างๆ และ

(4) การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ และควบคุมคุณภาพความตรงของการวัด​

Competencies

(1) Analyze, connect, and break down components, indicators, measurement, evaluation, and criteria for measuring learning achievement;

(2) Develop learning measurement tools that cover competencies according to expected learning outcomes (LOs);

(3) Development of measurement tools and various types of indicators; and

(4) Quality verification of instruments and quality control of measurement validity.

สาระสำคัญ เรื่อง การวัดผลการเรียนรู้

1. ความหมายของการวัดและการประเมินผล
•    การวัดผล (Measurement): คือกระบวนการกำหนดตัวเลขหรือสัญลักษณ์ให้กับคุณลักษณะของสิ่งที่ต้องการวัดตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่น การให้คะแนนจากข้อสอบ เป็น 1-0  การนับความถี่พฤติกรรม  การให้คะแนนความสมบูรณ์ของคำตอบข้อหนึ่ง ๆ เป็น 3  2  1 ตามระดับความชัดเจนของคำตอบ   การวัดเป็นเป็นขั้นตอนแรกที่จำเป็นก่อนการประเมินผลเสมอ
•    การประเมินผล (Evaluation): คือการนำข้อมูลจากการวัดมาตัดสินคุณค่าตามเกณฑ์ที่วางไว้ เช่น การบอกว่าได้ 28 คะแนน จากเต็ม 40 คือ "ผ่าน" เพราะเกณฑ์คือ 70%  E=M+J  การประเมิน(E) = การวัดหรือเก็บรวบรวมข้อมูล(M-Measurement) + J(Judgement) ตามเกณฑ์ที่กำหนด   การประเมินจะออกมาเป็น เก่ง ปานกลาง อ่อน      ดี-เลว  เป็นเลิศขต้องปรับปรุง


2. การวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ 3 ด้าน การวัดผลที่มีประสิทธิภาพต้องครอบคลุมผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังทั้ง 3 ด้านหลัก ดังนี้:
•    ด้านความรู้ ความคิด (Cognitive Domain): วัดความรู้ ความเข้าใจ การวิเคราะห์ การประเมินค่า และการสร้างสรรค์
•    ด้านจิตพิสัย (Affective Domain): วัดเจตคติ ค่านิยม ความสนใจ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์
•    ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain): วัดทักษะการปฏิบัติ กระบวนการทำงาน และคุณภาพของผลงาน

3. องค์ประกอบของการวัด ในการวัด จะต้องมีเป้าหมายที่จะวัด+ รายการตัวชี้วัด เช่นข้อคำถาม หรือรายการคำถามในแบบวัดทักษะพิสัยหรือจิตพิสัย + เช่น 1-0   3-2-1     หรือ 5-4-3-2-1


4. เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผล เครื่องมือที่เลือกใช้ต้องสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้แต่ละด้าน:
•    ด้านความรู้: มักจะใช้แบบทดสอบ (Test) ทั้งแบบปรนัย อัตนัย หรือแบบเติมคำ
•    ด้านจิตพิสัย: มักจะใช้แบบวัดเจตคติ หรือแบบสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน
•    ด้านทักษะพิสัย: มักจะใช้แบบประเมินกระบวนการทำงานหรือแบบประเมินชิ้นงาน ซึ่งในทางปฏิบัติมักเรียกว่า "แบบประเมิน" ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว มันคือ แบบวัดที่พยายามตีค่าทักษะออกมาเป็นระดับตัวเลข แต่เราเรียกแบบประเมิน เป็นเพราะต้องอาศัยการประมาณค่า (Estimation) จากผู้สังเกต

5. การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวัด
   5.1 การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือทั้งฉบับ หลังจากสร้างเครื่องมือแล้ว ต้องพิจารณาคุณภาพใน 2 มิติสำคัญควบคู่กันเสมอ:
•    ความตรง (Validity): คือความสามารถของเครื่องมือในการวัดสิ่งที่ต้องการวัดได้อย่างแม่นตรง เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด แต่พิสูจน์ได้ยากที่สุด
•    ความเที่ยง (Reliability): คือความสม่ำเสมอและความคงที่ของคะแนนจากการวัดในสถานการณ์ต่าง ๆ หรือการวัดซ้ำ 2-3 ครั้ง  ความเที่ยงจะทำให้ผู้วัด มีความมั่นใจในข้อสรุป
   5.2 การวิเคราะห์คุณภาพรายข้อ
นอกจากคุณภาพในภาพรวมแล้ว นักวัดผลควรวิเคราะห์คุณภาพของข้อคำถามแต่ละข้อด้วย:
•    ค่าความยากง่าย (p): เพื่อดูว่าข้อสอบยากหรือง่ายเกินไปหรือไม่
•    ค่าอำนาจจำแนก (r): เพื่อดูความสามารถของข้อสอบในการแยกแยะระหว่างผู้ที่มีความรู้สูงและต่ำ
•    ความสอดคล้องรายข้อ: ดูความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม

​--------------------------------------

4.1.2 การประเมินผลการเรียนรู้[Evaluation of Learning Outcomes]

สมรรถนะ

(1)วิเคราะห์และนำวิธีประเมินผลแบบอิงกลุ่ม, อิงเกณฑ์, การประเมินพัฒนาการ ไปใช้ ซ่อม/เสริม(แก้ปัญหา),พัฒนาสู่ความเป็นเลิศ และ

(2) ประเมินด้วยข้อมูลจากหลายแหล่ง (Multisource assessment) ประเมินตามสภาพจริง(Authentic assessment)​​

Competency

(1) Analyze and apply group-referenced evaluation, criterion-referenced evaluation, and developmental assessment methods for remedial/enrichment purposes (problem-solving), and for developing learners toward excellence.
(2) Assess using multiple sources (multisource assessment) and authentic assessment.

สาระสำคัญ เรื่อง การประเมินผลการเรียนรู้[Assessment/Evaluation of Learning Outcomes]
ความหมายของการประเมิน ...การประเมินคือการตัดสินคุณค่า ของเป้าหมายใด ๆ(Object ของการประเมิน หรือเป้าหมายของการประเมิน) เช่น

  •  ประเมินผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน (อธิบายแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป้า คือ  "ผลการเรียน")  

  • ประเมินผลการจัดการเรียนการสอน(พิจารณาทั้งผลการเรียนที่เกิดขึ้นในตัวเด็ก ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนผลการสอนของครูด้วย) การที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ แสดงว่า การสอนยังไม่ประสบความสำเร็จ( เป้า คือ กิจกรรมการเรียนการสอน)

  • ประเมินผลการดำเนินงานโครงการ(เป้าของการประเมินคือโครงการ)

  • ประเมินผลการปฏิบัติงานของครู( เป้าของการประเมินคือ  ผลงานของครู รายบุคคล และภาพรวม)

  • ประเมินคุณภาพของสื่อใด ๆ( เป้า คือ สื่อ ตัวนวัตกรรม)

  • ประเมินประสิทธิผลของระบบงาน หรือระบบบริหารจัดการ(เป้า คือ ระบบงาน)

  • ประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย(เป้า คือ นโยบาย)

  • ประเมินผลการดำเนินงานของรัฐบาล( เป้า คือ ผลการดำเนินงานของรัฐบาล)

ลักษณะของการประเมินหรือองค์ประกอบของการประเมิน:   1) มีเป้าหมายของการประเมิน  2) มีตัวชี้วัดคุณภาพ และเครื่องมือวัด  3) มีการวัด หรือเก็บรวบรวมข้อมูล   4) มีเกณฑ์การตัดสิน  5) มีคำคุณศัพท์ที่แสดงระดับคุณภาพได้ เช่น ดี-เลว      อ้วน-ผอม   เพียงพอ-ไม่เพียงพอ  มีความพร้อม- ไม่พร้อม  มีความเหมาะสม-ไม่เหมาะสม 6) มีการตัดสินผล เทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด ที่สะท้อนถึงระดับคุณภาพที่แตกต่างกัน(ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า)ฯลฯ

การประเมินผลการเรียนรู้   >>> การตัดสินผลการเรียนรู้รายบุคคล   และผลการเรียนรู้โดยรวม  โดยผลการเรียนรู้ในที่นี้ อาจหมายถึงผลที่เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนทั้งในด้านความรู้-ความคิด      ด้านจิตพิสัยหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์  และด้านทักษะพิสัยหรือทักษะปฏิบัติ
 

​-----------------------------------

4.1.3 การประยุกต์ผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาการ เรียนการสอน

  Application of evaluation results to improve teaching and learning

สมรรถนะ

(1) นำผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ได้เหมาะสมตามบริบท,

(2) ประเมินประสิทธิผลที่เกิดขึ้นจากการนำผลประเมินไปไปพัฒนาวิธีสอน แก้ปัญหา (ซ่อม/เสริม พัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศ)​

Competencies

(1) Use assessment results to enhance learning management appropriately according to the context,

(2) Evaluate the effectiveness arising from applying assessment results to develop teaching methods, solve problems (remediation/enrichment, and develop learners toward excellence.

สาระสำคัญ เรื่อง การประยุกต์ผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนา

การเรียนการสอนฯ


“การประเมินผลการเรียนรู้หรือประเมินตามผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง  ผลที่ได้ คือ การตัดสินการบรรลุความสำเร็จโดยรวม และรายด้าน ทั้งด้านความรู้-ความคิด  ด้านจิตพิสัย และทักษะพิสัย ตามจุดเน้นของรายวิชา”

1. การประเมินระหว่างเรียน (Formative Evaluation)
การประเมินส่วนนี้เปรียบเสมือน "เครื่องมือนำทาง" ในขณะที่การเรียนการสอนยังดำเนินอยู่ ผลที่ได้มักนำไปใช้ในลักษณะดังนี้:
•    สำหรับผู้สอน (Instructional Adjustment): ใช้สะท้อนว่าวิธีการสอนที่ใช้อยู่มีประสิทธิภาพเพียงใด หากนักเรียนส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์ในจุดใดจุดหนึ่ง ครูจะได้ปรับกลวิธี เปลี่ยนกิจกรรม หรืออธิบายซ้ำในรูปแบบใหม่ได้ทันท่วงที
•    สำหรับผู้เรียน (Feedback for Growth): ช่วยให้นักเรียนทราบ "จุดแข็ง" และ "จุดที่ต้องพัฒนา" ของตนเองก่อนจะถึงการสอบตัดสินผล ทำให้นักเรียนมีโอกาสปรับปรุงพฤติกรรมหรือวิธีการเรียนรู้
•    การซ่อมเสริม (Remediation): ใช้คัดกรองนักเรียนที่เรียนไม่ทันเพื่อน เพื่อจัดกิจกรรมสอนเสริมหรือให้ความช่วยเหลือเป็นรายบุคคล (Individualized Support)
•    การวางแผนระยะสั้น: ช่วยในการออกแบบกิจกรรมในคาบเรียนถัดไปให้สอดคล้องกับพื้นฐานความเข้าใจที่แท้จริงของนักเรียนในขณะนั้น
________________________________________
2. การประเมินรวมสรุป (Summative Evaluation)
การประเมินส่วนนี้เปรียบเสมือน "เครื่องยืนยันความสำเร็จ" เมื่อสิ้นสุดกระบวนการเรียนรู้ ผลที่ได้ (เช่น เกรด หรือคะแนนปลายภาค) นำไปใช้ดังนี้:
•    การตัดสินผลการเรียน (Grading & Certification): ใช้ตัดสินว่าผู้เรียน "ผ่าน" หรือ "ไม่ผ่าน" รายวิชานั้นๆ และบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง (LOs) ในระดับใด เพื่อให้ผลการเรียนที่เป็นทางการ
•    การเลื่อนชั้นและศึกษาต่อ (Placement & Progression): ใช้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาเลื่อนชั้นเรียน หรือใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น
•    การตรวจสอบมาตรฐานรายวิชา (Accountability): ใช้ประเมินว่าหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนในภาพรวม ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เพื่อนำไปปรับปรุงหลักสูตรในรอบปีถัดไป
•    การรายงานผลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย: ใช้แจ้งให้ผู้ปกครอง หน่วยงานต้นสังกัด หรือสถานประกอบการ รับทราบถึงระดับสมรรถนะและความสามารถของผู้เรียน
________________________________________
สรุปความแตกต่างที่สำคัญ


ประเด็น          การประเมินระหว่างเรียน (Formative)          การประเมินรวมสรุป (Summative)
เป้าหมาย        เพื่อพัฒนา (Assess for Learning)              เพื่อตัดสิน (Assess of Learning)
ระยะเวลา        ทำบ่อยๆ ระหว่างเทอม                               ทำเมื่อจบหน่วยหรือจบเทอม
การนำไปใช้    แก้ไขข้อผิดพลาดทันที ปรับการสอน          ออกใบประกาศ ให้เกรด สรุปคุณภาพ

4.2 การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้[Research for Learning Development]
 

4.2.1 การวิเคราะห์ปัญหาและ ออกแบบวิจัย

สมรรถนะที่คาดหวัง

(1) วิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้, ปัญหาการจัดการเรียนรู้,และปัญหาวิจัย

(2) ออกแบบวิจัยพัฒนาตนเอง (พัฒนาวิธีสอน) แก้ปัญหาการเรียนรู้ (ซ่อม/เสริมผู้เรียน) และ วิจัยพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน (สู่ความเป็นเลิศ)

Expected Competencies

4.2.1 Analyze problems and design research:

(1) Analyze learning problems, instructional management problems, and research problems.

(2) Design self-development research (teaching method development) to address learning problems (remedial/enrichment for learners) and conduct research on learner development (toward excellence).

สาระสำคัญ 4.2.1 เรื่อง การวิเคราะห์ปัญหาและออกแบบวิจัย

 

4.2.1 การวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอนและการออกแบบวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
                            

1. ปัญหาการเรียนการสอนกับการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
   1.1ลักษณะของปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นได้หลากหลาย:
•    ด้านผู้เรียน: ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ไม่บรรลุผลลัพธ์ที่คาดหวัง
•    ด้านครู/กิจกรรม: วิธีการสอนไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับผู้เรียนหรือจุดประสงค์
•    ด้านสื่อ: สื่อไม่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเรียนรู้
•    ด้านบริบท: ปัจจัยพื้นฐานไม่พร้อม ขาดความร่วมมือจากผู้ปกครอง ผู้เรียนไม่เห็นคุณค่าของวิชา
   1.2 แนวทางการแก้ปัญหาแบ่งเป็น 2 ลักษณะ:
•    แก้ด้วยการบริหารจัดการ → ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต
•    แก้ด้วยกระบวนการวิจัย → ปัญหาที่เกี่ยวกับวิธีสอน เทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ไม่เหมาะสมกับผู้เรียน

2. ธรรมชาติของการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
เป็นการวิจัยที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน (Classroom-based Research) เมื่อพบปัญหา โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
   ความแหลมคมของการวิจัยขึ้นอยู่กับ:
    1. การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาอย่างชัดเจน
    2. การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง → ได้องค์ความรู้ใหม่ วิธีสอนใหม่ แนวทางการออกแบบการสอนที่เหมาะกับบริบทของตน

3. การออกแบบวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
ต้องชัดเจนใน 3 องค์ประกอบหลัก:
องค์ประกอบ    ประเด็นสำคัญ
   Sampling Design;    ประชากร/กลุ่มเป้าหมายคือใคร ภูมิหลังอย่างไร รุ่นปีปัจจุบันคือกลุ่มตัวอย่าง
   Measurement Design;    ตัวแปรต้น = นวัตกรรมที่พัฒนา, ตัวแปรตาม = ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล (ความรู้ ความพึงพอใจ) วัดด้วยเครื่องมืออะไร และพัฒนาอย่างไรให้ถูกต้องน่าเชื่อถือ
   Statistical Design;    วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคสถิติอะไร


4. การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research)
กระบวนการดำเนินงานแบบบูรณาการ:
1.    สังเกตและสรุปปัญหาที่ผ่านมา + สาเหตุที่เป็นไปได้
2.    ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ผลงานวิจัยใหม่ → เลือกวิธีสอนที่เหมาะสม
3.    ออกแบบการสอนและจัดทำแผนการเรียนรู้สำหรับภาคเรียนถัดไป
4.    เตรียมสื่อ เครื่องมือวัดประสิทธิผล
5.    ปฏิบัติการสอน พร้อมเก็บข้อมูลความก้าวหน้าและความสำเร็จ
6.    สรุปผลการสอนในหน่วยที่เป็นเป้าหมาย
7.    สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในโรงเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้

5. การทำวิจัยอย่างเป็นทางการ (เพื่อเลื่อนวิทยฐานะ/ผลงานวิชาการ)
ต้องให้ความสำคัญกับ กระบวนการวิจัยอย่างเป็นระบบ:

     •    กำหนดปัญหาวิจัย → ออกแบบวิจัย → พัฒนาเครื่องมือวิจัย
     •    คุณภาพของเครื่องมือต้องผ่าน 2 กระบวนการ:
          o เชิงเหตุผล (Logical Approach): ทบทวนวรรณกรรม + ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบ
          o เชิงประจักษ์ (Empirical Approach): ทดลองใช้จริง วิเคราะห์ดัชนีคุณภาพในบริบทจริง
หลักการทั้งสองนี้จะสอดแทรกอยู่ในกระบวนการวิจัยเสมอ
________________________________________

 

หัวใจสำคัญ: การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คือการที่ครูปฏิบัติงานประจำควบคู่ไปกับการวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยใช้ปัญหาในชั้นเรียนเป็นตัวตั้ง นำองค์ความรู้จากการทบทวนวรรณกรรมมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของตนเอง เก็บข้อมูลอย่างมีระบบ และพัฒนาเครื่องมือที่มีคุณภาพทั้งเชิงเหตุผลและเชิงประจักษ์


----------------------------------------

 

4.2.2 การนำผลวิจัยไปใช้[Applying research results]

สมรรถนะที่คาดหวัง

(1) วิเคราะห์ผลการวิจัย นำไปประยุกต์ใช้ได้ตรง ตามผลวิจัย

(2) ใช้ผลวิจัยในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนเอง (วิธีสอน) พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน (ผู้เรียน)

(3) สร้างสรรค์วิธีจัดการเรียนรู้ที่เป็นพลวัตร เหมาะสมกับบริบท ทันยุคสมัย

Expected Competencies

(1) Analyze research results and apply them appropriately in accordance with the findings.

(2) Use research results to improve one’s own instructional management (teaching methods) and enhance learner development (learners).

(3) Create dynamic instructional management approaches that are context-appropriate and up-to-date with modern times.

สาระสำคัญ 4.2.2  เรื่อง การนำผลวิจัยไปใช้ฯ

การนำผลการวิจัยไปใช้เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้และการจัดการเรียนการสอน

1. เป้าประสงค์ของการนำผลวิจัยไปใช้ เรามีความมุ่งมั่น: ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของตนเอง และส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ
2. การตรวจสอบความน่าเชื่อถือและความเป็นไปได้ของการนำผลวิจัยใด ๆไปใช้
   2.1 การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของกระบวนการวิจัย( Internal Validity)  นับตั้งแต่ การใช้ตัวอย่างในการวิจัย   การวัดตัวแปรในการวิจัย และ การใช้สถิติในการวิจัย  มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือหรือไม่
   2.2 การพิจารณาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ หรือความสามารถในการสรุปพาดพิงของผลการวิจัย(Generalization/ External Validity) ; มักจะดูที่ ความเป็นตัวแทนประชากรของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้
       • ในการนำผลวิจัยไปใช้ ควรนำไปใช้ในลักษณะการขยายผลหรือทดลองในบริบทการจัดการศึกษาของเรา


3. การนำผลวิจัยประเภทต่าง ๆ ไปใช้
   3.1ผลการวิจัยเชิงสำรวจ หรือการศึกษาเชิงวิเคราะห์: ทราบสภาพปัจจุบัน  ปัญหา แนวปฏิบัติที่ดี หรือข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา เอาไปใช้ประกอบการวางแผนการพัฒนา หรือแผนการจัดการเรียนรู้
   3.2 ผลการวิจัยและพัฒนาที่มุ่งพัฒนาสื่อหรือสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมประเภทกระบวนการ: นำนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ หรือกระบวนการจัดการเรียนการสอน ที่ได้จากผลงานวิจัย ไปใช้ในชั้นเรียนที่เราสอนร
   3.3 ผลการวิจัยเชิงประเมิน: ทราบผลการดำเนินงานหรือประสิทธิผลของแผนงาน โครงการ หรือการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งได้ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง พัฒนาในดอกาสต่อไป(หัวใจของการประเมิน คือข้อเสนอแนะ  ให้ไปศึกษาที่ข้อเสนอแนะที่แหลมคม)


4. การอ้างอิงผลงานวิจัยที่นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน: ควรอ้างอิงอย่างถูกต้องตามรูปแบบ  ไม่ลอกเลียน


5. การใช้กลยุทธ์การสอนโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน Research-Based Instructional Strategies RBIS 
   5.1 ให้นักเรียนไปศึกษา รวบรวมผลงานวิจัยในประเด็นใดประเด็นหนึ่งที่กำลังเรียน เช่น ศึกษาผลการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ป่วยเบาหวาน (กำลังเรียนเรื่อง โรคทางพฤติกรรม ในวิชาสุขศึกษา)   เด็กจะคุ้นเคยกับผลงานวิจัย  มีความรู้ที่ทันสมัย มาแผลเปลี่ยนเรียนรู้ในชั้นเรียน
   5.2 ครูไปศึกษาผลการวิจัยในประเด็นใด ๆ ที่กำลังสอน  ครูและเด็กจะได้ความรู้ที่ทันสมัยเสมอ
   5.3 ครูกำหนดหัวข้อวิจัย ออกแบบวิจัย แล้วให้นักเรียนร่วมกันเก็บรวบรวมข้อมูล  เด็กจะได้การทำงานเป็นทีม เรียนรู้กระบวนการวิจัย และได้ข้อสรุปจากการวิจัย
   5.4 มอบหมายให้เด็กแบ่งกลุ่ม แล้วร่วมศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เด็กจะเรียนรู้กระบวนการวิจัย และเป็นนักสร้างสรรค์องค์ความรู้ในอนาคต

 

©2035 by RAEC. Powered and secured by Wix

bottom of page