Learning Unit 1: Educational Context and the Sufficiency Economy Philosophy
- Suphak Pibool

- May 3
- 4 min read
Updated: May 10
หน่วยการเรียนรู้ 1 : บริบททางการศึกษาและค่านิยมของเศรษฐกิจพอเพียง
โดย อาจารย์ รศ.ดร.สุพักตร์ พิบูลย์ และ
อาจารย์ ดร.พนิดา คล้อสวัสดิ์
วิเคราะห์บริบทการศึกษาไทย การเปลี่ยนแปลงบริบทของโลก ปัญหา จุดอ่อนของระบบการศึกษาไทยและของโลก วิเคราะห์ทางเลือกเกี่ยวกับค่านิยมของหลักเศรษฐกิจของความพอเพียง เห็นแนวทางการประยุต์ใช้ในการดำเนินชีวิต
หัวเรื่อง
1.1 หลักจัดการศึกษา ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และฉบับปรับปรุง
1.2 บริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคมภายในและภายนอกประเทศ
1.3 การประยุกต์ใช้แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดการเรียนรู้
เรื่องที่ 1.1 หลักจัดการศึกษา ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และฉบับปรับปรุง
สมรรถนะ: อธิบายระบบการศึกษา และหลักการในการจัดการศึกษาได้

“หากเราเข้าใจหลักจัดการศึกษาที่เป็นสากล และหลักจัดการศึกษาที่ประเทศเรายึดถือปฏิบัติ จะช่วยให้เราเข้าใจบริบทหรือกระบวนการบริหารจัดการทางการศึกษา และกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น”
ระบบจัดการศึกษาที่เป็นสากล: เป็นระบบที่มีการกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนหรือเยาวชนของชาติ เช่น ต้องการให้เป็นผู้เรียนที่กระตือรือร้น(Active Learner) เป็นคนที่สร้างสรรค์(Creator) และเป็นพลเมืองที่ดีที่พึงประสงค์(Active Citizen) หลังจากนั้นก็จะมีการพัฒนาตัวหลักสูตร ที่อย่างน้อยต้องมี 1) การระบุวัตถุประสงค์ของหลักสูตร[Curriculum Objectives] โดยอาจมีรายละเอียดมาตรฐานการเรียนรู้และผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังที่สำคัญๆ 2) กำหนดโครงสร้างหลักสูตรที่เป็นเนื้อหา หรือแนวทางการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์[Learning Experiences] และ 3) กำหนดแนวทางการวัด ประเมินผลและเกณฑ์การจบหลักสูตร[Evaluation]
การจัดการศึกษาของประเทศไทย หรือคล้ายคลึงกันทั่วโลก: ในอดีตจะเป็นการศึกษาที่เน้นผู้รู้ หรือครู-อาจารย์ เป็นผู้สอน องค์ความรู้หรือสาระความรู้ต่าง ๆจะอยู่ในตัวผู้สอน ที่จะคอยถ่ายทอดให้กับผู้เรียน เป็นยุคของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นครูเป็นศูนย์กลาง ต่อมามีการศึกษาเกี่ยวกับความสำเร็จในการเรียนและจิตวิทยาการเรียนรู้มากขึ้น และเข้าสู่ยุคที่การศึกษาเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นให้ผู้เรียนมีบทบาทในการสร้kงสรรค์องค์ความรู้ด้วยตนเองมากขึ้น เป็นยุคของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง [Students Centered] จนมาถึงยุค IT หรือ AI อยางในปัจจุบัน การศึกษาเร่มเปลี่ยนไป เน้น Personalized Learning มากขึ้น ส่งเสริมให้ผู้เรียนรายบุคคล สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ของตนเอง ตามความถนัดและสนใจ รวมทั้งเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนแห่งการเรียนรู้อื่น ๆ
การจัดการศึกษาของประเทศไทย มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนถึง ปี 2542 ได้มีการปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญ; เกิด พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็น พ.ร.บ.การศึกษาที่สมบูรณ์ฉบับแรกของประเทศไทย และใช้เป็นกรอบแนวคิดสำคัญในการจัดการศึกษามาโดยตลอด
พงณงบงการศึกษา 2542 ได้ยึดหลักจัดการศึกษาที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1. เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน 2. ให้สังคม ชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และ 3. ให้มีการพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
ภายใต้หลักจัดการศึกษาที่ 1: การศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน; จะมีมาตราใน พ.ร.บ. ที่กล่าวถึง “ในการจัดการศึกษาให้ถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด” และมีการกำหนดประเภทของการจัดการศึกษารองรับ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
ภายใต้หลักจัดการศึกษาที่ 2: ให้สังคม ชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา; จะมีมาตรที่ว่าด้วยการใช้ระบบคณะกรรมการเพื่อการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมในทุกระดับ เช่น คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา[ปัจจุบัน 2557 เป็นต้นมา ภายหลังการปฏิบัติ 2557 เปลี่ยนเป็นคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด] คณะกรรมการสถานศึกษา เป็นต้น
ภายใต้หลักจัดการศึกษาที่ 3: ให้มีการพัฒนาสาระการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง; ในระดับท้องถิ่นและระดับสถานศึกษา สามารถกำหนดสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับท้องถิ่น หรือชุมชนในบริบทของตน ที่มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนได้ตลอด สาระในหลักสูตร มุ่งหวังให้การพัฒนาในทุก ระยะ 5 ปี อีกทั้ง ส่งเสริมให้ครูมีความรู้ความสามารถด้านการวิจัย โดยกำหนดให้มีมาตรตราว่าด้วย “การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้”ทั้งนี้เพื่อให้ครูสามารถพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
ในระบบจัดการศึกษา บริบทของสังคม ชุมชน เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง จะมีผลกระทบต่อการจัดการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้; บริบทของสังคม ชุมชน เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีอิทธิพลต่อ การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง ต่อกระบวนการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ อีกทั้งมีอิทธิพลต่อความพร้อมด้านปัจจัยพื้นฐานของระบบการศึกษา เช่น ความพร้อมด้านงบประมาณ ความพร้อมด้านครู และความพร้อมด้านอาคาร สถานที่และอุปกรณ์การเรียน
Topic 1.1: Educational Management Principles according to the National Education Act B.E. 2542 (1999) and its Amendments
Competency: Able to explain the education system and the principles of educational management.
If we understand the universal principles of education and the principles that our country adheres to, it will help us understand the context or processes of educational administration and teaching and learning activities much more clearly.
Universal Education System: It is a system that defines the desired outcomes for learners or the nation’s youth, such as wanting them to be active learners, creators, and active citizens. After that, the curriculum is developed, which must include at least: 1) Specification of curriculum objectives, which may include details of learning standards and key expected learning outcomes; 2) Determination of the curriculum structure, content, or guidelines for organizing learning experiences; and 3) Determination of measurement, evaluation methods, and graduation criteria.
Education Management in Thailand (similar to other countries around the world): In the past, education focused on the knower, or the teacher, as the instructor. Knowledge or content resided with the teacher, who would transmit it to the learners. This was the era of teacher-centered instruction. Later, research on learning success and educational psychology led to the era of learner-centered education, emphasizing learners’ roles in constructing knowledge themselves. This was the era of student-centered instruction. Up to the current era of IT and AI, education is shifting towards personalized learning, encouraging individual learners to create their own learning communities based on their aptitudes and interests, as well as participating in knowledge exchange with other learning communities.
Education management in Thailand has been continuously developing. In 1999, a major educational reform took place, resulting in the National Education Act B.E. 2542 (1999), which was the first comprehensive education act of Thailand and has since served as a key conceptual framework for education management.
The 1999 Education Act is based on three key principles:
Lifelong education for the people.
Societal and community participation in education management.
Continuous development of content and learning processes.
Under the first principle – Lifelong education for the people: The Act includes a provision stating, “In education management, learners are considered the most important.” It also defines types of education to support this: formal education, non-formal education, and informal education.
Under the second principle – Societal and community participation in education management: The Act includes provisions regarding the use of a committee-based system for participatory education management at all levels, such as the National Education Commission, the Basic Education Commission, the Area Education Committees (from 2014 onwards, after the 2014 coup, changed to Provincial Education Committees), and the School Board of Directors, among others.
Under the third principle – Continuous development of learning content: At the local and school levels, learning content related to the locality or community context can be defined and continuously adjusted. The curriculum content aims for development every five-year period. Moreover, teachers are encouraged to have research skills, with a provision on “research for learning development” so that teachers can continuously develop content and learning processes.
In the education system, the context of society, community, economy, and politics inevitably affects education management. The context of society, community, economy, and politics influences the determination of expected learning outcomes, the processes of administration and learning management, and also the readiness of the education system’s basic factors, such as budget readiness, teacher readiness, and readiness of buildings, facilities, and learning materials.
เรื่องที่ 1.2 การเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศส่งผลกระทบต่อการศึกษา
THE IMPACT OF INTERNAL AND EXTERNAL SOCIAL CHANGES ON EDUCATION
-----------
สมรรถนะ: แจกแจง หลอมรวม และวิเคราะห์เชื่อมโยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก สังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และด้านอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการศึกษา และที่มีผลต่อวิชาชีพครู ส่งผลกระทบต่อการศึกษา
การเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศส่งผลกระทบต่อการศึกษาของไทย ในหลายมิติ ดังนี้
ด้านสังคมภายในประเทศ:
1.โครงสร้างประชากรที่สูงวัย ทำให้จำนวนเด็กวัยเรียนลดลง ส่งผลให้หลายโรงเรียนต้องปิดตัวหรือรวมกิจการ ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ
2.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เด็กในครัวเรือนยากไร้ขาดโอกาสเข้าถึงทรัพยากรการศึกษาที่มีคุณภาพ เช่น อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์การเรียน ครูที่มีความพร้อม
3.การย้ายถิ่นฐานของแรงงาน ทำให้โรงเรียนในพื้นที่ชนบทขาดแคลนนักเรียน ขณะที่เขตเมืองและปริมณฑลมีนักเรียนหนาแน่นเกินกำลัง
4.การเปลี่ยนแปลงค่านิยมและวิถีชีวิต สังคมบริโภคนิยมและเทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลให้เด็กมีสมาธิสั้นลง แต่ก็เปิดโอกาสให้เรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น
ด้านสังคมภายนอกประเทศ:
1.ความต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้ไทยต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น การส่งเสริมภาษาอังกฤษและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
2.ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การเรียนรู้ออนไลน์, AI, และ Big Data กลายเป็นส่วนสำคัญ ทำให้ต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาครูให้ทันสมัย
3.การเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ ไทยต้องผลิตบุคลากรที่มีทักษะแข่งขันได้ในตลาดโลก ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับนักเรียนข้ามชาติที่เพิ่มขึ้นในระบบ
4.วิกฤตการณ์ระดับโลก เช่น โควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บังคับให้การศึกษาไทยต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วสู่รูปแบบผสมผสาน (ออนไลน์-ออนไซต์) และเพิ่มเนื้อหาด้านความยั่งยืน
ผลกระทบเชิงระบบที่สำคัญ:
• ความจำเป็นในการปฏิรูปหลักสูตรให้ทันสมัย ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงกับโลกจริง
• ความท้าทายในการพัฒนาครูให้มีสมรรถนะสูง รองรับการเปลี่ยนแปลง
• ช่องว่างระหว่างโรงเรียนในเมืองกับชนบท และระหว่างกลุ่มรายได้สูงกับต่ำขยายกว้างขึ้น
• โอกาสในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่ต้องอาศัยงบประมาณและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
บทสรุป การเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกเป็นทั้งแรงกดดันและโอกาสให้การศึกษาไทยและของประเทศต่างๆ ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนสู่ความเท่าเทียม ทันสมัย และตอบโจทย์อนาคต
เรื่องที่ 1.3 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการประยุกต์ใช้
THE PHILOSOPHY OF SUFFICIENCY ECONOMY AND ITS APPLICATIONS
สมรรถนะ: ออกแบบการเรียนรู้ สะท้อนคิด และประยุกต์ใช้ปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง(เชื่อมโยง ระหว่างความพอเพียง ความพอประมาณ การมีภูมิคุ้มกัน กับ คุณธรรมและ ความรู้ : ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข)
1. ความหมายและความเป็นมาของ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตและการพัฒนาประเทศบนพื้นฐานของ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และ การสร้างภูมิคุ้มกัน ควบคู่กับการใช้ ความรู้ และ คุณธรรม เป็นรากฐาน
แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงความตระหนี่ถี่เหนียว หรือการถอยกลับไปใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม แต่หมายถึงการดำเนินชีวิตที่ “พอเพียง” กับความต้องการของตน โดยไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น และสังคม พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงต่างๆ ได้อย่างเท่าทัน
2. สาระโดยสรุปเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สาระสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสรุปได้เป็น 3 ห่วง (หลักพื้นฐาน) และ 2 เงื่อนไข ดังนี้
3 ห่วง (คุณลักษณะ):
1.ความพอประมาณ: การทำอะไรพอดี ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป เช่น ใช้จ่ายพอดีกับฐานะ คือไม่ฟุ่มเฟือยและไม่ฝืดเคืองเกินไป
2.ความมีเหตุผล: การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล ภูมิปัญญา และเหตุผลที่รอบคอบ คำนึงถึงผลที่อาจเกิดขึ้นระยะยาว
3.การมีภูมิคุ้มกัน: การเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงหรือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ประมาท เช่น การออมเงิน การสร้างอาชีพเสริม หรือการกระจายความเสี่ยง
2 เงื่อนไข (ปัจจัยสนับสนุน):
1.ความรู้ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง): การใช้ปัญญาและข้อมูลที่ถูกต้องมาวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจ
2.คุณธรรม (ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีสติ แบ่งปัน): การมีจิตสำนึกที่ดี ไม่เอาเปรียบผู้อื่น และดำเนินชีวิตอย่างมีจริยธรรม
3. ความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตในทุกระดับ เพราะช่วยสร้าง ความสมดุล และ ความยั่งยืน ดังนี้
• ด้านการเงิน: ทำให้ไม่เป็นหนี้เกินตัว เพราะใช้จ่ายตามความพอประมาณ และมีเงินออมไว้เป็นภูมิคุ้มกันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน (เจ็บป่วย ตกงาน)
• ด้านการงาน: มีเหตุผลในการตัดสินใจ พัฒนาความรู้ความสามารถ ทำให้ก้าวหน้าในอาชีพอย่างมั่นคง มีภูมิคุ้มกันทางใจเมื่อเจอปัญหาหรือแรงกดดัน
• ด้านสังคมและความสัมพันธ์: การมีคุณธรรม เช่น ความซื่อสัตย์ ความเอื้อเฟื้อ ทำให้สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
• ด้านจิตใจ: ไม่เครียด ไม่ฟุ้งซ่านตามกระแสวัตถุนิยม เพราะพอในสิ่งที่ตนมี ทำตามศักยภาพของตน เกิดความสงบและความสุขที่แท้จริง
4. การประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ สำหรับครู
ครูสามารถนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในฐานะ กระบวนการเรียนรู้ (Process) และ เนื้อหาวิชา (Content) ได้ดังนี้
ในบทบาทของผู้สอน:
1.จัดกิจกรรมการเรียนรู้พอประมาณ: ออกแบบกิจกรรมให้เหมาะกับวัย วุฒิภาวะ และเวลาของผู้เรียน ไม่เร่งรัดมากเกินไป ไม่ปล่อยปละละเลยเกินไป
2.ใช้เหตุผลในการวัดผล: ประเมินผู้เรียนตามสภาพจริงจากพัฒนาการ ความพยายาม และกระบวนการคิด มากกว่าแค่คะแนนสอบเพียงอย่างเดียว
3.สร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้เรียน: สอนให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ แยกแยะข้อมูล ข่าวสารต่างๆ (รู้เท่าทันสื่อ) และฝึกแก้ปัญหาด้วยตนเอง
4.ใช้คุณธรรมนำการสอน: มีความเมตตา ยุติธรรม อดทน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้เรียน
ในบทบาทของผู้เรียน (การออกแบบการเรียนรู้):
1.เรียนรู้แบบพอประมาณ: เลือกสิ่งที่เรียนให้เหมาะกับระดับความสามารถของตนเอง ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป แต่ก็ไม่เกี่ยงคร้าน
2.เรียนรู้อย่างมีเหตุผล: ตั้งคำถาม "ทำไม" กับทุกเรื่อง หาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งต่างๆ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ และนำมาปรับใช้จริง
3.มีภูมิคุ้มกันทางการเรียนรู้: หมั่นทบทวน สรุปความรู้ ทำแบบฝึกหัด หรือทำงานกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกัน เมื่อเจอโจทย์ยากๆ ก็จะรับมือได้
4.ใช้ความรู้และคุณธรรม: ขยันหาความรู้ด้วยตนเอง ซื่อสัตย์ในการสอบ ไม่ลอกงานเพื่อน และช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนอ่อนกว่า
สรุป: ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นมากกว่าแนวคิดเศรษฐกิจ แต่เป็นวิถีชีวิตที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืน ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทุกระดับ ตั้งแต่การจัดการตนเองจนถึงการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาสังคมโดยรวม


Comments